Healthy – Look 4 Thailand
Look for Wellness of Secret of Life (Body, Mind, Spirit)

Archive for March, 2009

31
Mar

เท้ากับโรคเบาหวาน

Posted in Health Reviews  by admin

เท้า
โรคเบาหวาน โรคที่รู้จักกันมากขึ้นในปัจจุบันนี้  เป็นโรคที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาจเกิดจากการ ขาดอินซูลิน หรือการไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ในการ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ปัจจุบันเราพบผู้ป่วย เบาหวานมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะความอ้วน และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ ไม่เหมาะสม

ความสำคัญของการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน
           การดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์เราปฏิเสธ ไม่ได้ว่า การใช้เท้าในการเดินเป็นกิจกรรมที่สำคัญ โดย เฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 4-6 ชั่วโมง ในผู้ป่วยเบาหวาน     สิ่งที่มีผลต่อการเกิดแผลที่เท้าได้แก่ การที่เส้นเลือดส่วน ปลายที่เลี้ยงขาและเท้าตีบ ในกรณีที่เป็นเบาหวาน มานานๆ ร่วมกับมีการเสื่อมของเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้มีโอกาสเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย และแผลเหล่านี้ สิ่งอันตรายได้แก่ การไม่รู้สึกเจ็บปวดที่แผลทำให้มี โอกาสเกิดการลุกลามและเรื้อรังของแผล นำไปสู่การ ตัดขาในที่สุด ในผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดพบว่า ร้อยละ 15 มีประสบการณ์การเกิดแผลที่เท้า และในผู้ป่วยที่มี แผลที่เท้าร้อยละ 14-24 ต้องถูกตัดขา ดังนั้นการป้องกัน การเกิดแผลที่เท้าจะช่วยลดอัตราการตัดขา ช่วยเพิ่ม คุณภาพชีวิต ลดภาระครอบครัว และลดค่าใช้จ่ายใน การรักษาพยาบาลระยะยาว

ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน  ได้แก่

  - เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง
  - ระยะเวลาในการเป็นเบาหวานนานกว่า 15 ปี
  - ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี โดยจะ มีผลต่อความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการ  กำจัดเชื้อโรคลดลง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และโรคลุกลามเร็ว
  - ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ได้แก่ ภาวะทางหัวใจ ทางสายตามีปัญหาการมอง เห็น  และทางไต
  - มีความผิดปกติของเส้นประสาท และเส้นเลือด ส่วนปลาย ได้แก่ การชาปลายมือ ปลายเท้า ทำให้ประสาทสัมผัสการป้องกันการเกิดแผล เสียไป
  - เท้าผิดรูป ทำให้การลงน้ำหนักที่เท้าผิดปกติ
  - การสูบบุหรี่มีผลทำให้เกิดหลอดเลือดอุดตันได้
  - เคยมีประวัติการเกิดแผลที่เท้ามาก่อน มีการ ศึกษาพบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วย เบาหวานที่เคยมีแผลที่เท้ามาก่อน มีโอกาสการเกิดแผลที่ตำแหน่งเดิมภายในระยะเวลา 2-5 ปี
    ขาดความรู้เกี่ยวกับการดูแลเท้า

ผู้ป่วยเบาหวานมักจะรู้สึกชาตามปลายเท้า ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกเวลามีบาดแผล หรือว่าได้รับความเจ็บปวดที่เท้า กว่าจะรู้ก็เป็นแผลเยอะแล้ว  บางครั้งลุกลาม ขนาดเป็นแผลลึก เนื้อตาย หรือถึงกระดูก ต้องตัดนิ้วเท้า

ดังนั้นสิ่งที่ควรใส่ใจสำรวจดูแลทุกวันคือเท้านั่นเอง ถ้าไม่สะดวก ลูกหลานหรือผู้ดูแลควรตรวจดูเท้าให้ผู้ป่วยทุกวัน ก่อนนอน

วิธีดูแลเท้าก็คือ

  • ไม่เดินเท้าเปล่า เพราะเวลาเหยียบของมีคม จะเป็นแผล แบบไม่รู้ตัว
  • ถ้ามีตาปลาต้องรักษา อย่าพยายามกำจัดหูด หรือตาปลา ผิวหนังแข็งๆที่เท้าด้วยตัวเอง บางคนเล่นใช้มีดเฉือน ขูด ถ้าลึกไปก็เป็นแผล รักษายากอีก
  • เช็คความร้อนของน้ำที่แช่เท้า หรืออาบ เอาแค่ข้อศอกจุ่มพอทนได้ อันนี้ผู้ป่วยที่อยู่เมืองหนาว ใช้ผ้าห่มไฟฟ้า หรือกระเป๋าน้ำร้อนอังที่เท้าต้องระวังมากกว่าบ้านเรา
  • ถ้ามีตุ่มน้ำที่เท้า เป็นแผลพุพอง ต้องรีบรักษา อย่าปล่อยทิ้งไว้

รองเท้าและการสวมรองเท้า

  • รองเท้าผู้หญิง ไม่ควรส้นสูงเกินไป หน้ารองเท้าควรกว้างใส่สบาย ไม่บีบรัด และมีสายคาดหลังเท้า ที่ปรับความยาว ความกระชับ ให้เดินสะดวก ไม่หลวมหลุด
  • เคาะก้อนกรวด ทราย ออกจากรองเท้าก่อนทุกครั้งที่สวม
    เพราะอาจกด ตำ หรือเกิดการเสียดสีจนเป็นแผลถ้าใส่ทั้งวัน
  • พกพลาสเตอร์ปิดแผลติดกระเป๋าไว้บ้าง เวลาเกิดแผลเล็กๆน้อยๆจะได้จัดการปฐมพยาบาลตัวเอง ก่อนแผลจะเสียดสี เป็นมากขึ้น
  • ระวังเรื่องการสวมรองเท้าคู่ใหม่เป็นเวลานานๆ ถ้าไม่แน่ใจ ควรลองสวมชั่วระยะสั้นๆ หรือเตรียมรองเท้าที่สวมสบายเผื่อไว้ด้วย
  • การสวมถุงเท้า หรือถุงน่องบางๆจะลดการเสียดสีของเท้ากับรองเท้าได้
  • ถ้าข้อนิ้วเท้า หรือกระดูกเปลี่ยนรูปเวลาเป็นเบาหวานนานๆ แล้วนิ้วเท้างอไปกดกับรองเท้า ควรหาแผ่นซิลิโคน หรือแผ่นรองนิ้วเท้าช่วยรับแรงกด และการเสียดสีระหว่างข้อนิ้วกับรองเท้า

สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยต้องระวัง คือ

  • สีของเท้าเปลี่ยนแปลง
  • รู้สึกเจ็บปวด ไม่สบายเท้า
  • ผิวหนังที่เท้าแตก หรือมีน้ำเหลืองไหล
  • เท้าบวม

ใส่ใจเท้าทุกวัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าได้มากนะค่ะ

Tags:

31
Mar

ความรู้เกี่ยวกับโรคกระเพาะ

Posted in Health Reviews  by admin

โรคกระเพาะ
คนทั่วไปจะเข้าใจว่าอาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่  โดยเฉพาะที่มีปวดเรื้อรังมานานว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร แท้จริงแล้วอาการปวดท้องอาจเกิดจากโรคอื่นๆ ภายในช่องท้องอีกมากมาย เช่น โรคระบบทางเดินน้ำดี โรคตับอ่อน เป็นต้น

      โรคกระเพาะอาหารเป็นกลุ่มโรคที่พบบ่อย ที่สำคัญได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหาร และ โรคกระเพาะอาหารอักเสบ

โรคกระเพาะอาหารอักเสบโรคแผลกระเพาะอาหาร

อาการสำคัญ

  • ปวดหรือจุกแน่นท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ หน้าท้องช่วงบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเวลาท้องว่า หรือเวลาหิว อาการจึงเป็นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน 
  • อาการปวดแน่นท้อง มักจะบรรเทาได้ด้วยอาหารหรือยาลดกรด
  • อาการปวด มักจะเป็นๆหายๆ โดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการค่อนข้างนาน เช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปหลายเดือนจึงกลับมาปวดอีก
  • ปวดแน่นท้องกลางดึกหลังจากที่หลับไปแล้ว
  • แม้จะมีอาการเรื้อรังเป็นปี สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ทรุดโทรม
  • โรคแผลกระเพาะอาหารจะไม่กลายเป็นมะเร็ง แม้จะเป็นๆ หายๆ อยู่นานกี่ปีก็ตาม นอกจากจะเป็นแผลชนิดที่เกิดจากโรคมะเร็งของกระเพาะอาหารตั้งแต่แรกเริ่มโดยตรง

ภาวะแทรกซ้อน
          1. เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร พบได้บ่อยที่สุด ผู้ป่วยจะมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำเหลว หรือหน้ามืด วิงเวียน เป็นลม
          2. กระเพาะอาหารทะลุ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องช่วงบนเฉียบพลันรุนแรง หน้าท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก
          3. กระเพาะอาหารอุดตัน ผู้ป่วยจะกินได้น้อย อิ่มเร็ว มีอาเจียนหลังอาหารเกือบทุกมื้อ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลง

หลักการปฏิบัติตัว
     พึงระลึกไว้เสมอว่า โรคแผลกระเพาะอาหารเป็นโรคเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ มักไม่หายขาดตลอดชีวิต ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยารักษาติดต่อกันเป็นเวลานาน หลังได้รับยา อาการปวดจะหายไปก่อน ใน 3-7 วัน แต่แผลจะยังไม่หาย ส่วนใหญ่ใช้เวลาถึง 4-8 สัปดาห์ แผลจึงหาย เมื่อหายแล้ว จะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกถ้าไม่ระวังปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง ได้แก่ 

  • กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย
  • กินอาหารตรงตามเวลาทุกมื้อ
  • กินอาหารจำนวนน้อยๆ แต่กินให้บ่อยมื้อ ไม่ควรกินจนอิ่มมากในแต่ละมื้อ
  • หลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด สุรา
  • งดสูบบุหรี่
  • งดการใช้ยาแก้ปวด แอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบทุกชนิด
  • ผ่อนคลายความเครียด กังวล พักผ่อนให้เพียงพอ
  • กินยาลดกรด หรือยารักษาแผลกระเพาะอาหารติดต่อกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์
  • ถ้ามีอาการของภาวะแทรกซ้อน ต้องรีบไปพบแพทย์

โรคกระเพาะอาหารอักเสบ
     เป็นการอักเสบของเยื่อบุด้านในกระเพาะอาหารเพียงส่วน หรือบางบริเวณเท่านั้น แบ่งเป็น
          1. โรคกระเพาะอาหารอักเสบชนิดเฉียบพลัน หมายถึง โรคที่เป็นในระยะสั้นๆ ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ก็หาย อาการสำคัญ คือ จะปวดท้องหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ มักเป็นเวลากินอาหาร หรือหลังอาหารเล็กน้อย คลื่นไส้ อาเจียน ในรายที่รุนแรง จะมีอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระสีดำได้ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย สาเหตุที่พบบ่อย คือ จากอาหารเป็นพิษ พิษสุรา และจากยาที่มีฤทธิ์ระคายเยื่อบุกระเพาะอาหาร เช่น ยาแอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและข้ออักเสบ
          2. โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง หมายถึง โรคที่เป็นนานเป็นเดือนหรือเป็นปี ผู้ป่วยมักมีอาการไม่มากหรือแทบไม่มีอาการอะไรเลย นอกจากแน่นท้องเป็นๆ หายๆ เท่านั้น หลักการปฏิบัตตัวเหมือนผู้ป่วยแผลกระเพาะอาหาร

Tags: , , ,

30
Mar

ข่าวสุขภาพ แปรงฟันป้องกันโรคหัวใจ

Posted in Health News  by admin

e0b981e0b89be0b8a3e0b887e0b89fe0b8b1e0b899รายงานล่าสุด ตีพิมพ์ลงในวารสาร circulation ช่วยยืนยันคำกล่าวที่ว่า “แบคทีเรียในช่องปาก ทำให้คนเป็นโรคหัวใจ” โดยทำให้หลอดเลือดหัวใจหนาและตีบมีไขมันเกาะ!
www.news-medical.net

รายงานล่าสุด ซึ่งถือเป็นรายงานการศึกษาแรกที่ยืนยันว่า แบคทีเรียในช่องปาก 4 ตัวเป็นตัวก่อให้เกิดหลอดเลือดอุดตันในหัวใจ

สมัยก่อน เราเชื่อว่า แบคทีเรียในปาก ทำให้เกิดหัวใจวาย โดยเชื่อว่า เกิดเพราะการติดเชื้อเข้าไปในกระแสเลือด ความเชื่อนี้หายไปในปี 1940 และกลับมาอีกครั้ง เมื่อไม่นานมานี้เนื่องจากพบ การสูงขึ้นของค่า CRPในเลือด ที่แสดงถึงการมีการอักเสบ แต่เนื่องจาก ยังไม่สามารถจับตัวแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปัญหา จึงยังได้แต่สงสัย

นพ.คณะผู้ทำการวิจัย จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และมินเนโซต้า กล่าวว่า นี่คือรายงานที่ยืนยันว่า มีความสัมพันธ์กันจริง”แต่ไม่สามารถบอกได้ว่า อะไรเกิดก่อนกัน ระหว่างเชื้อโรค กับความหนาของเส้นเลือด”e0b982e0b8a3e0b884e0b8abe0b8b1e0b8a7e0b983e0b888

การวิจัย ซึ่งชื่อว่า INVEST หรือการศึกษาทางสถิติระหว่างโรคในช่องปากและหลอดเลือด โดยกลุ่มตัวอย่างใน แมนฮัทตัน ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับการศึกษาแบบโคฮอร์ทอีกอันคือNOMAS(northern manhattan study) นพ.เดสวาริแอร์ หัวหน้าคณะศึกษา กล่าวว่า ได้ทำการสำรวจคนไข้กลุ่มใหญ่ จำนวนมาก ในเมืองแมนฮัตตั้น ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป และสุ่มมาจำนวน 657 คนที่ยังหลงเหลือฟัน มาทำการตรวจโดยมุ่งไปที่แบคทีเรียจำนวน 11 ชนิด โดย 4 ชนิด คือแบคทีเรียที่เชื่อว่าเป็นตัวการ พร้อม ๆ กันก็ทำการตรวจวัดความหนาของหลอดเลือดที่คอ(ซึ่งจะเป็นตัวชี้บ่งถึงความหนาที่เส้นเลือดที่หัวใจได้)

เมื่อทำการตัดปัจจัยอื่นๆ ออก เช่นการสูบบุหรี่ หรือโรคไขมันในเส้นเลือด เราพบว่า มีความสัมพันธ์จริง ระหว่างจำนวนแบคทีเรีย และความหนาของหลอดเลือด และความจริงคือ จำกัดอยู่กับแบคทีเรีย 4 ตัว (ที่เป็นสัดส่วนแค่ 23%เทียบกับแบคทีเรียทั้งหมดในช่องปาก)

คงต้องมีการศึกษาต่อเนื่องต่อ ว่า อะไรเป็นตัวทำให้เกิดอะไร และอย่างไร

สำหรับพวกเรา คงต้องบอกว่า แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจน่าจะใช้ได้

Tags: , , , ,