Healthy – Look 4 Thailand
Look for Wellness of Secret of Life (Body, Mind, Spirit)

Archive for October, 2009

29
Oct

ชราเพราะวัยหรือเพราะโรค

Posted in Health Tips  by admin

คุณเคยสังเกต คุณพ่อ คุณแม่ คุณปู่ คุณยาย ของคุณหรือไม่ ท่านชราวัยมีอาการอย่างไร อาการนั้นเป็นเพราะวัยชรา หรือ เพราะโรคร้าย โรคเรื้อรัง กำลังทำร้ายร่างกายท่านอยู่…..

ผู้สูงอายุ คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณพ่อ คุณแม่ แม้แต่ตัวเราเอง เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยชรา หรือสูงวัย ที่เรียกกันว่า สสว (สมาชิกสูงวัย) มีอาการหลงลืม เคลื่อนไหวช้า ย้ำคิด ย้ำทำ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ขี้งอน ขี้ใจน้อย ซุ่มซ่าม ทำของตกบ่อย เดินชนโน้นชนนี่ นอนไม่หลับ ขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูก อาการเหล่านี้ เป็นสัญญาณของโรคร้าย หรือ วัยที่เพิ่มขึ้นธรรมดา เรามาเรียนรู้ที่จะทำการสังเกตไปพร้อม ๆ กันนะค่ะ

เดินชนโน้น ชนนี้ เดินช้าลง ดูงก ๆ เงิ่น ๆ สะดุด หัวชนกำแพง จำสถานที่ไม่ค่อยได้ หากเป็นที่ไม่คุ้นเคย หรือบอกทางผิด หากบอกว่าเป็นเพราะวัยที่ชราลง ตาย่อมฝ้าฟาง หรือ การเคลื่อนไหวยอมช้าลง แต่หากเราสังเกตุว่า อาการเหล่านี้ เกิดจากภาวะโรคตา ทำให้ทัศนะวิสัยในการมองเห็นของท่านลดลงละ เช่น ตาเป็นต้อกระจก ทำให้เห็นไม่ชัดเจน หรือ จอประสาทตาเสื่อม มันไม่เจ็บปวด เพียงแต่มองไม่ชัด มองไม่ค่อยเห็น พ่อแม่เรา ปู่ย่า ตายาย บ้างครั้ง เมื่อไม่มีอาการเจ็บปวด ท่านก็อดทน คิดว่าแก่แล้วคงตาฝ้าฟางไปบ้าง หรือพยายามบอกเราแล้ว แต่เราไม่สนใจ หรือ เราก็บอกว่าก็ไปหาหมอซิ ท่านบอกเราไม่ได้ต้องการเงิน ไม่ต้องการให้บอกให้ไปหาหมอ แต่ท่านต้องการให้เราเอาใจใส่ และพาท่านไปตรวจสุขภาพ

logonew

ไปพบหมอ

หากเรา หยุดคิดสักนิด ใส่ใจอีกสักหน่อย งานไม่ใช้ทุกสิ่งของชีวิต งานหาใหม่ได้ แต่พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย หาใหม่ได้หรือค่ะ

เริ่มต้นวันนี้… พาท่านไปหาหมอ ตรวจสุขภาพประจำปี หรือทุก 6 เดือน การตรวจสุขภาพของผู้สูงวัย ไม่ว่าจะเป็นตรวจตา ตรวจหัวใจ ต

รวจภายใน ตรวจมะเร็ง ตรวจฟัน ตรวจหู เราควรใส่ใจดูแลท่าน 1 วันของการลาหยุดงาน พาท่านไปหาหมอ ต่อชีวิตคนที่คุณรักได้อีกนานเลยค่ะ

บทความนี้… เป็นบทความเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยากสะท้อนให้คนทำงาน คนที่เป็นลูก เป็นหลาน หยุดชีวิตที่เร่งรีบ หยุดชีวิตที่โลกคือที่ทำงาน เพื่อน แฟน มาเพียง 1 วัน เพื่อบุคคลที่ตลอดชีวิตเขามีคุณเพียงคนเดียวเถอะค่ะ …อย่าได้ต้องเสียใจที่หลัง…..

Tags: , , , , ,

26
Oct

ข้าวกล้อง

Posted in Health Product  by admin
“….ข้าวกล้อง คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินกันเพราะเห็นว่าเป็นข้าวของคนจน ข้าวกล้องมีประโยชน์ทำให้ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวเม็ดสวยแต่เขาเอาของดีออกไปหมดแล้ว มีคนบอกว่าคนจนกินข้าวกล้อง เรากินข้าวกล้องทุกวัน เรานี่แหละเป็นคนจน…..”
จากกระแสพระราชดำรัส ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2541 ส่งผลให้หลายคนหันมาบริโภคข้าวกล้องตามที่พระดำรัส
“ข้าวกล้อง” เป็นข้าวที่สีเปลือกออกโดยมิได้ขัดผิว ซึ่งมีคุณค่าทางสารอาหารเป็นประโยชน์ มากมายต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่นานาชนิด ที่นอกจากช่วยเสริมสร้าง ฟื้นฟูอวัยวะส่วนต่างๆ ยังช่วยป้องกันโรค อาทิ ไขมันในเส้นเลือดสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ ไตวาย
แต่! ปัญหาการบริโภคข้าวกล้องคือ “หุงยาก” ยิ่งหากไม่รู้เคล็ดลับกว่าข้าวจะสุกต้องใช้เวลานาน หลังๆหลายคนจึงเริ่มหันกลับมากินข้าวขาว (ข้าวที่ขัดผิว)
ฉะนี้…ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุดารัตน์ เจียมยั่งยืน อาจารย์ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จึงวิจัยเรื่อง “ผลของการงอกต่อสมบัติ และการเปลี่ยนแปลงทางคุณค่าอาหารบางประการของข้าว กล้องหอมมะลิไทย” โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุนวิจัย
ผศ.ดร.สุดารัตน์ บอกว่า ปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยใช้ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ไม่ได้รับการส่งเสริมและศึกษาอย่างจริงจังในทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือ การนำข้าวกล้องไปแช่ในน้ำให้เกิดการงอก ก่อนนำไปหุงรับประทานหรือทำให้แห้ง
“…การงอกเป็นกระบวนการหนึ่งที่เริ่มมีการใช้กับเมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารก่อนนำมาหุงหรือปรุงเพื่อรับประทาน ซึ่งนอกจากเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับเมล็ดข้าวแล้ว ยังช่วยให้หุงต้มได้ง่ายขึ้น…”
ทั้งนี้ เริ่มจากทำการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการงอกของข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวกล้องมันปู ตั้งแต่เวลาที่ใช้แช่ข้าว เวลาในการเพาะอุณหภูมิห้อง ก่อนนำมาอบแห้ง ซึ่งขั้นตอนจะนำข้าวกล้องที่ผ่านการกะเทาะเปลือกไม่นานเกิน 2 สัปดาห์ คัดเลือกทำความสะอาด นำมาแช่น้ำโดยควบคุมอุณหภูมิ เป็นเวลานาน 36-72 ชั่วโมง
เปลี่ยนน้ำเป็นระยะ เพื่อป้องกันการเกิดการหมัก และการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นใช้น้ำร้อน เพื่อหยุดปฏิกิริยาการงอก ทำให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เพื่อลดความชื้นของข้าวลงเหลือประมาณ 12-13% นำมาศึกษาเปอร์เซ็นต์การงอก สมบัติทางเคมีกายภาพ คุณภาพการหุงต้ม การวิเคราะห์วิตามิน พร้อมศึกษาแบคทีเรีย ยีสต์ ราข้าว รวมถึงลักษณะทางด้านประสาทสัมผัสข้าวกล้องก่อนและหลังการงอก
ได้ผลว่า การแช่ข้าวทำให้เกิดการงอก ซึ่งสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า หากเพิ่มเวลาแช่นานขึ้นมีผลให้ขนาดเม็ดขยาย ความแข็งลดลง นอกจากนี้ปริมาณวิตามินอีเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลสยังเพิ่ม ส่งผลให้เกิดการย่อยแป้งเป็นน้ำตาล ฉะนั้น ข้าวจึงมีความหวาน ที่สำคัญการหุงให้สุกใช้เวลาน้อยลง ข้าวนุ่ม กลิ่นหอม มีการพองตัวของเมล็ดข้าวมากขึ้น และยังไม่มีจุลินทรีย์หลงเหลืออยู่
…ปัจจุบันการบริโภคข้าวกล้อง ที่นอกจากจะมีจุดเด่นด้านกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) ดังนั้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ใส่ใจด้านสุขภาพการนำกระบวนการงอกมาใช้ นอกจากย่นเวลาในยุคต้องช่วยกันประหยัด ยังเป็นการเพิ่ม คุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าข้าวขาวทั่วไป ที่นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค…

“….ข้าวกล้อง คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินกันเพราะเห็นว่าเป็นข้าวของคนจน ข้าวกล้องมีประโยชน์ทำให้ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวเม็ดสวยแต่เขาเอาของดีออกไปหมดแล้ว มีคนบอกว่าคนจนกินข้าวกล้อง เรากินข้าวกล้องทุกวัน เรานี่แหละเป็นคนจน…..”

จากกระแสพระราชดำรัส ในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 18 เม.ย.2541 ส่งผลให้หลายคนหันมาบริโภคข้าวกล้องตามที่พระดำรัส

“ข้าวกล้อง” เป็นข้าวที่สีเปลือกออกโดยมิได้ขัดผิว ซึ่งมีคุณค่าทางสารอาหารเป็นประโยชน์ มากมายต่อร่างกาย อีกทั้งยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดที่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินและเกลือแร่นานาชนิด ที่นอกจากช่วยเสริมสร้าง ฟื้นฟูอวัยวะส่วนต่างๆ ยังช่วยป้องกันโรค อาทิ ไขมันในเส้นเลือดสูง เบาหวาน ภูมิแพ้ ไตวาย

แต่! ปัญหาการบริโภคข้าวกล้องคือ “หุงยาก” ยิ่งหากไม่รู้เคล็ดลับกว่าข้าวจะสุกต้องใช้เวลานาน หลังๆหลายคนจึงเริ่มหันกลับมากินข้าวขาว (ข้าวที่ขัดผิว)

ฉะนี้…ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุดารัตน์ เจียมยั่งยืน อาจารย์ภาควิชาอุตสาหกรรมเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร จึงวิจัยเรื่อง “ผลของการงอกต่อสมบัติ และการเปลี่ยนแปลงทางคุณค่าอาหารบางประการของข้าว กล้องหอมมะลิไทย” โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุนวิจัย

ผศ.ดร.สุดารัตน์ บอกว่า ปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขได้ โดยใช้ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ไม่ได้รับการส่งเสริมและศึกษาอย่างจริงจังในทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือ การนำข้าวกล้องไปแช่ในน้ำให้เกิดการงอก ก่อนนำไปหุงรับประทานหรือทำให้แห้ง

“…การงอกเป็นกระบวนการหนึ่งที่เริ่มมีการใช้กับเมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารก่อนนำมาหุงหรือปรุงเพื่อรับประทาน ซึ่งนอกจากเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับเมล็ดข้าวแล้ว ยังช่วยให้หุงต้มได้ง่ายขึ้น…”

ทั้งนี้ เริ่มจากทำการศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในการงอกของข้าวกล้องหอมมะลิ ข้าวกล้องมันปู ตั้งแต่เวลาที่ใช้แช่ข้าว เวลาในการเพาะอุณหภูมิห้อง ก่อนนำมาอบแห้ง ซึ่งขั้นตอนจะนำข้าวกล้องที่ผ่านการกะเทาะเปลือกไม่นานเกิน 2 สัปดาห์ คัดเลือกทำความสะอาด นำมาแช่น้ำโดยควบคุมอุณหภูมิ เป็นเวลานาน 36-72 ชั่วโมง

เปลี่ยนน้ำเป็นระยะ เพื่อป้องกันการเกิดการหมัก และการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ จากนั้นใช้น้ำร้อน เพื่อหยุดปฏิกิริยาการงอก ทำให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เพื่อลดความชื้นของข้าวลงเหลือประมาณ 12-13% นำมาศึกษาเปอร์เซ็นต์การงอก สมบัติทางเคมีกายภาพ คุณภาพการหุงต้ม การวิเคราะห์วิตามิน พร้อมศึกษาแบคทีเรีย ยีสต์ ราข้าว รวมถึงลักษณะทางด้านประสาทสัมผัสข้าวกล้องก่อนและหลังการงอก

ได้ผลว่า การแช่ข้าวทำให้เกิดการงอก ซึ่งสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า หากเพิ่มเวลาแช่นานขึ้นมีผลให้ขนาดเม็ดขยาย ความแข็งลดลง นอกจากนี้ปริมาณวิตามินอีเอนไซม์แอลฟา-อะไมเลสยังเพิ่ม ส่งผลให้เกิดการย่อยแป้งเป็นน้ำตาล ฉะนั้น ข้าวจึงมีความหวาน ที่สำคัญการหุงให้สุกใช้เวลาน้อยลง ข้าวนุ่ม กลิ่นหอม มีการพองตัวของเมล็ดข้าวมากขึ้น และยังไม่มีจุลินทรีย์หลงเหลืออยู่

…ปัจจุบันการบริโภคข้าวกล้อง ที่นอกจากจะมีจุดเด่นด้านกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ยังเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ (Functional Food) ดังนั้น เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ใส่ใจด้านสุขภาพการนำกระบวนการงอกมาใช้ นอกจากย่นเวลาในยุคต้องช่วยกันประหยัด ยังเป็นการเพิ่ม คุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าข้าวขาวทั่วไป ที่นับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค…

botanica

ผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอกผสมธัญพืช

คุณประโยชน์ของน้ำข้าวกล้องงอก

  • มีอนุมูลอิสระกลุ่มฟิโนลิค ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า ชะลอความแก่
  • สารออริซานอล ช่วยลดอาการผิดปกติของวัยทอง
  • มีวิตามินอี ลดการเหี่ยวย่นของผิว
  • เยื่อใยอาหาร ควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันมะเร็งลำไส้ และลดอาการท้องผูก
  • สารกาบาช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ช่วยผ่อนคลายทำจิตใจให้สงบ หลับสบายลดความเครียดวิตกกังวล ลดความดันโลหิต

ขนาด 500 กรัม ราคาปกติ 1,500 บาท ราคาพิเศษ 1,200 บาท
สนใจติดต่อ คุณตู๋ tusora@gmail.com

Tags: , , , , , , , , , ,

24
Oct

น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์บำบัด

Posted in Health Tips  by admin

น้ำผักปั่น พลังเอนไซม์
โดย ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ (แพทย์ทางเลือก และนักธรรมชาติบำบัดแบบองค์รวม)

เคล็ดไม่ลับในการดูแลสุขภาพ

น้ำผักปั่นช่วยฟื้นฟู การทำงานของร่างกาย 5 ระบบ

1. ระบบดูดซึม
2. ระบบทางเดินหายใจ
3. ระบบหมุนเวียนโลหิต
4. ระบบภูมิคุ้มกัน
5. ระบบต่อมไร้ท่อ

ดื่มสด ๆ เป็นประจำทุกวัน ต้านโรค เพิ่มพลัง เพื่มสมรรถภาพทางเพศ ลดไขมันส่วนเกิน ผิวสวย หน้าใส ดูอ่อนวัย ดีกับผู้ป่วยทุกโรค

คุณสมบัติเด่น

  • นน้ำผักมีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ ที่มีคลอโรฟิลด์สารสีเขียวในพืชมีวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก โปรแตสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส จะเกิดการแลกเปลี่ยนการใช้สารอาหารได้สูงสุด ณ. จุดที่ร่างกายสามารถนำของเสียทิ้งได้หมด และทำให้ร่างกายสร้างพลังงานในแต่ละเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ซึ่งส่งผลให้เกิดการสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่ตายในแต่ละวันได้เต็มที่ลักษณะนี้คือ ปัจจัยสูงสุดที่ร่างกายจะไม่เกิดความอ่อนแอทุกอวัยวะเมื่อไปอยู่ในประเทศไหนก็ตาม ถ้าได้สัดส่วนของสารอาหารออกมาเป็นกรดอ่อน มีคลอโรฟิลล์ มีวิตามินเอ วิตามินซี  นี่คือที่มาของการทำให้ร่างกายสามารถมีอาหารได้เต็มที่ในแต่ละเซลล์
  • ถ้าทุกเซลล์แข็งแรงไม่มีเซลล์ตายก็จะไม่เก่ ถ้า pH เป็นกรดเกินไปการใช้แคลเซียมก็จะยาก กรดอ่อนทำให้เกิดการใช้ไขมัน ไขมันถูกย่อยสลายได้เร็ว ถ้าเป็นด่างเกินไปการย่อยสลายไขมันก็ทำได้น้อย
  • ไขมันคือของแข็งที่มีปริมาณถึง 60% ของของแข็งทั้งหมดในร่างกายเป็นตัวที่จะไปเปลี่ยนเป็นน้ำหล่อเลี้ยงเป็นน้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายน้ำไขข้อเป็นไขกระดูกเป็นกล้ามเนื้อ เป็นกระดูกเส้นเอ็นไขมันหล่อเลี้ยงน้ำเมือกที่ไปหล่อเลี้ยงเส้นผมเป็นลำดับ pH ของน้ำผักที่เหมาะสมกับคนไทยอยู่ที่ pH 4 – 6
  • คนอ้วนมากให้น้ำผักที่ pH 4 เลยเนื่องจากคนอ้วนมีไขมันค้างอยู่ในลำไส้มาก น้ำผักจะไปเปลี่ยนไขมันเป็นโคเลสเตอรอล ไปเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ และเป็นกลีเซอร์ไรด์ในที่สุด ซึ่งร่างกายนำไปใช้ได้การดื่มน้ำผัก คือการเติมสารอาหารประเภทวิตามิน เกลือแร่จำเป็น และที่สำคัญที่สุด คือ คลอโรฟิลล์ เมื่อดื่มแล้วถูกดูดซึมไปฟื้นฟูตับทำให้น้ำตับและน้ำตับอ่อนหลั่งการย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามินมีมากขึ้น
  • ขณะที่น้ำผักไปย่อยไขมันส่วนที่เก่าส่วนหนึ่งแล้ว เปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน ดังนั้น ร่างกายก็ได้พลังงานมาสนับสนุนให้อวัยวะทำงานได้มากกว่าเดิม น้ำผัก จึงช่วยล้างสิ่งปฏิกูลในร่างกายตลอดจนสารพิษต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว
  • ซึ่งปรากฏการที่สังเกตุได้คือ ลดอาการปวดต่าง ๆ จากอาการท้องเสียหรือมีของเสียค้างอยู่ในระบบเลือดมาก จนปวดตามกล้ามเนื้อ อาการปวดหลัง ดังกล่าวจะลดลง ลดอาการปวดศรีษะ ลดไข้ ลดความอ่อนเพลีย ลดอาการนอนหลับยาก ลดอาการนอนกรน
  • ซึ่งอาหารที่ดีขึ้นคือ ขบวนการที่ร่างกายชะล้างของเสียออกได้ดีขึ้น ซึ่งอาการดังกล่าวไม่ควรเก็บกด ด้วยการใช้ยาระงับปวด ซึ่งเป็นการไปหยุดความสามารถในการชะล้างของร่างกายทำให้เกิดสารพิษมากขึ้นในทุกระบบของร่างกายและแพร่กระจายสะสมจนก่อเกิดเซลล์มะเร็ง
  • การกินน้ำผักก่อนอาหารเป็นการเตรียมร่างกาย ในการย่อยสารอาหารที่เรากินลงไปได้ดีกว่าเดิมนั่นคือ เกิดสภาวะดีกับร่างกายทั้งระบบ
    น้ำผักปั่นพลังเอนไซม์

สรุปน้ำผักปั่นทำหน้าที่ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน

1. ให้สารอาหารที่ร่างกายนำไปฟื้นฟูตับกับตับอ่อน

2. กระตุ้นให้ร่างกายพร้อมในการย่อยไขมันที่เหลือค้างอยู่เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานทำให้ร่างกายเตรียมพร้อมที่จะย่อยสารอาหารที่รับประทานเข้าไปในมื้อต่อไป

ส่วนประกอบสำคัญ

  1. ผักกาดหอม 6-8 ใบ ช่วยฟื้นฟูเซลล์โดยเฉพาะระบบประสาทและเซลล์ในปอด ช่วยชะล้างของเสียในระบบเลือดทำให้ร่างกายมีความสามารถใช้แคลเซียมได้อย่างมีประสิทธิภาพช่วยลดอาการเจ็บปวดของระบบข้อเสื่อมต่าง ๆ
  2. มะเขือเทศ (ท้อหรือสีดา)1-2 ลูก ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดง แข็งแรงช่วยทำให้ผิวพรรณดี เพิ่มภูมิต้านทานมีสารช่วยย่อยอาหารทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ทำงานเป็นปกติ
  3. หอมใหญ่ 1/4 ลูก ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง
  4. เนื้อเสาวรสสดหรือน้ำมะนาว 1 – 2 ลูก ช่วยฟื้นฟูภูมิคุ้มกัน
  5. คื่นฉ่าย 2 ก้าน ลดความดันโลหิต
  6. แอปเปิ้ล หรือกล้วยน้ำว้าสุกงอม 1 ลูก (หรือผลไม้ อื่น ๆ ให้เลือกใส่เพิ่มได้ เช่น ชมพู่ องุ่น สาลี่ ส้ม ส้มโอ ลองกอง สับปะรด เชอร์รี่ อื่น ๆ) ช่วยเสริมระบบขับถ่ายของเสีย
  7. น้ำผึ้ง ความชื้นต่ำ 2 – 4 ช้อนโต๊ะ (ห้ามใช้น้ำผึ้งค้ัางหลายปีหรือน้ำเชื่อม) ช่วยบำรุงผิวพรรณฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพเป็นเบาหวานก็สามารถทานได้)
  8. เอนไซม์ (Multi fruit Enzyme) 1 – 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยปรับสมดุล ช่วยย่อย ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ให้เปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ช่วยเปลี่ยนสารพิษให้เป็นสารอาหาร
  9. น้ำสะอาด (น้ำดื่ม ไม่แช่เย็น 2 – 4 แก้ว ทยอยใส่โถเวลาปั่น (ขนาด 1.5 ลิตร)


ปั่นรวมกันให้ละเอียดไม่แยกกากเม็ดเสาวรสมีสารอาหารบำรุงสมองกินได้

การดื่มเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • ทยอยดื่มทันทีที่ปั่นเสร็จ ครั้งละ 1 ลิตร 3 ครั้งต่อวัน
  • ควรดื่มทุกคน ทุกวัน ทุกวัย เวลาที่ดีที่สุดคือก่อนอาหารเช้า
  • หญิงตั้งครรภ์ควรดื่มเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันคลอดง่าย  ทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารในการเจริญเติบโตจากเลือดแม่ ทำให้แข็งแรงทั้งแม่และทารก

ขอแนะนำให้ใช้เอนไซม์แช่ผัก

ก่อนล้างควรเด็ดผักออกเป็นใบ ๆ ล้างน้ำให้สะอาดทั้งผลไม้ด้วย สำหรับผักนำไปแช่เอนไซม์ 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 2ลิตร แช่นาน 15 -30 นาที
***สำหรับผลไม้แช่ทั้งลูกนาน 1 ชั่วโมงขึ้นไป หรือแช่ข้ามคืนได้ยิ่งดี แอปเปิ้ล หอมใหญ่ มะเขือเทศ ก่อนนำไปบริโภคทยอยนำมาผ่าซีก แล้วแช่ในน้ำเอนไซม์ซ้ำอีกครั้งนาน 15 นาที ถ้าทำได้จะดีต่อสุขภาพ (แอปเปิ้ล ควรรับประทานทั้งเปลือก)

การทดลอง

เพื่อการฟื้นฟูควรดื่มต่อเนื่องทุกวันเป็นเวลา 7 – 15 วัน จะเริ่มเห็นผล มื้อเย็นควรงดอาหารประเภท แป้ง ข้าว เพราะเป็นตัวลดเกร็ดเลือด ควรดื่มน้ำเอนไซม์ด้วยจะช่วยคุ้มครองเกร็ดเลือดให้แข็งแรง และเปลี่ยนพฤติกรรมให้ได้ตามบทปฏิบัติ 10 ประการ

**** จะพบความมหัศจรรย์ของร่างกายด้วยตัวท่านเอง***
หมายเหตุ
ผัก ผลไม้ พวกมียางห้ามนำไปปั่นเด็ดขาด เพราะยางจะเปลี่ยนรูปเป็นยางมะตอย เช่น ผักบุ้ง ใบบัวบก ว่านหางจระเข้ แก้วมังกร อโวคาโด เนื้อฝรั่ง ไม่ดีต่อไต และแครอทไม่เหมาะกับคนไทยเพราะมีแคลเซียมไบคาบอเนทที่ย่อยยาก


Tags: , , , , , , ,