
โรคเบาหวาน โรคที่รู้จักกันมากขึ้นในปัจจุบันนี้ เป็นโรคที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาจเกิดจากการ ขาดอินซูลิน หรือการไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ในการ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ปัจจุบันเราพบผู้ป่วย เบาหวานมากขึ้น เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะความอ้วน และพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ ไม่เหมาะสม
ความสำคัญของการดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวาน
การดำรงชีวิตประจำวันของมนุษย์เราปฏิเสธ ไม่ได้ว่า การใช้เท้าในการเดินเป็นกิจกรรมที่สำคัญ โดย เฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 4-6 ชั่วโมง ในผู้ป่วยเบาหวาน สิ่งที่มีผลต่อการเกิดแผลที่เท้าได้แก่ การที่เส้นเลือดส่วน ปลายที่เลี้ยงขาและเท้าตีบ ในกรณีที่เป็นเบาหวาน มานานๆ ร่วมกับมีการเสื่อมของเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้มีโอกาสเกิดแผลที่เท้าได้ง่าย และแผลเหล่านี้ สิ่งอันตรายได้แก่ การไม่รู้สึกเจ็บปวดที่แผลทำให้มี โอกาสเกิดการลุกลามและเรื้อรังของแผล นำไปสู่การ ตัดขาในที่สุด ในผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดพบว่า ร้อยละ 15 มีประสบการณ์การเกิดแผลที่เท้า และในผู้ป่วยที่มี แผลที่เท้าร้อยละ 14-24 ต้องถูกตัดขา ดังนั้นการป้องกัน การเกิดแผลที่เท้าจะช่วยลดอัตราการตัดขา ช่วยเพิ่ม คุณภาพชีวิต ลดภาระครอบครัว และลดค่าใช้จ่ายใน การรักษาพยาบาลระยะยาว
ปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวาน ได้แก่
| - | เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง | |
| - | ระยะเวลาในการเป็นเบาหวานนานกว่า 15 ปี | |
| - | ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี โดยจะ มีผลต่อความสามารถของเม็ดเลือดขาวในการ กำจัดเชื้อโรคลดลง ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และโรคลุกลามเร็ว | |
| - | ภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน ได้แก่ ภาวะทางหัวใจ ทางสายตามีปัญหาการมอง เห็น และทางไต | |
| - | มีความผิดปกติของเส้นประสาท และเส้นเลือด ส่วนปลาย ได้แก่ การชาปลายมือ ปลายเท้า ทำให้ประสาทสัมผัสการป้องกันการเกิดแผล เสียไป | |
| - | เท้าผิดรูป ทำให้การลงน้ำหนักที่เท้าผิดปกติ | |
| - | การสูบบุหรี่มีผลทำให้เกิดหลอดเลือดอุดตันได้ | |
| - | เคยมีประวัติการเกิดแผลที่เท้ามาก่อน มีการ ศึกษาพบว่า มากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วย เบาหวานที่เคยมีแผลที่เท้ามาก่อน มีโอกาสการเกิดแผลที่ตำแหน่งเดิมภายในระยะเวลา 2-5 ปี | |
| ขาดความรู้เกี่ยวกับการดูแลเท้า |
ผู้ป่วยเบาหวานมักจะรู้สึกชาตามปลายเท้า ก็เลยไม่ค่อยรู้สึกเวลามีบาดแผล หรือว่าได้รับความเจ็บปวดที่เท้า กว่าจะรู้ก็เป็นแผลเยอะแล้ว บางครั้งลุกลาม ขนาดเป็นแผลลึก เนื้อตาย หรือถึงกระดูก ต้องตัดนิ้วเท้า
ดังนั้นสิ่งที่ควรใส่ใจสำรวจดูแลทุกวันคือเท้านั่นเอง ถ้าไม่สะดวก ลูกหลานหรือผู้ดูแลควรตรวจดูเท้าให้ผู้ป่วยทุกวัน ก่อนนอน
วิธีดูแลเท้าก็คือ
- ไม่เดินเท้าเปล่า เพราะเวลาเหยียบของมีคม จะเป็นแผล แบบไม่รู้ตัว
- ถ้ามีตาปลาต้องรักษา อย่าพยายามกำจัดหูด หรือตาปลา ผิวหนังแข็งๆที่เท้าด้วยตัวเอง บางคนเล่นใช้มีดเฉือน ขูด ถ้าลึกไปก็เป็นแผล รักษายากอีก
- เช็คความร้อนของน้ำที่แช่เท้า หรืออาบ เอาแค่ข้อศอกจุ่มพอทนได้ อันนี้ผู้ป่วยที่อยู่เมืองหนาว ใช้ผ้าห่มไฟฟ้า หรือกระเป๋าน้ำร้อนอังที่เท้าต้องระวังมากกว่าบ้านเรา
- ถ้ามีตุ่มน้ำที่เท้า เป็นแผลพุพอง ต้องรีบรักษา อย่าปล่อยทิ้งไว้
รองเท้าและการสวมรองเท้า
- รองเท้าผู้หญิง ไม่ควรส้นสูงเกินไป หน้ารองเท้าควรกว้างใส่สบาย ไม่บีบรัด และมีสายคาดหลังเท้า ที่ปรับความยาว ความกระชับ ให้เดินสะดวก ไม่หลวมหลุด
- เคาะก้อนกรวด ทราย ออกจากรองเท้าก่อนทุกครั้งที่สวม
เพราะอาจกด ตำ หรือเกิดการเสียดสีจนเป็นแผลถ้าใส่ทั้งวัน - พกพลาสเตอร์ปิดแผลติดกระเป๋าไว้บ้าง เวลาเกิดแผลเล็กๆน้อยๆจะได้จัดการปฐมพยาบาลตัวเอง ก่อนแผลจะเสียดสี เป็นมากขึ้น
- ระวังเรื่องการสวมรองเท้าคู่ใหม่เป็นเวลานานๆ ถ้าไม่แน่ใจ ควรลองสวมชั่วระยะสั้นๆ หรือเตรียมรองเท้าที่สวมสบายเผื่อไว้ด้วย
- การสวมถุงเท้า หรือถุงน่องบางๆจะลดการเสียดสีของเท้ากับรองเท้าได้
- ถ้าข้อนิ้วเท้า หรือกระดูกเปลี่ยนรูปเวลาเป็นเบาหวานนานๆ แล้วนิ้วเท้างอไปกดกับรองเท้า ควรหาแผ่นซิลิโคน หรือแผ่นรองนิ้วเท้าช่วยรับแรงกด และการเสียดสีระหว่างข้อนิ้วกับรองเท้า
สัญญาณอันตรายที่ผู้ป่วยต้องระวัง คือ
- สีของเท้าเปลี่ยนแปลง
- รู้สึกเจ็บปวด ไม่สบายเท้า
- ผิวหนังที่เท้าแตก หรือมีน้ำเหลืองไหล
- เท้าบวม
ใส่ใจเท้าทุกวัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดแผลที่เท้าได้มากนะค่ะ




Posted in
Tags: 








