Herbal Food Tradition with Thai Traditional Medicine

traditional thai

Thai Traditional Medicine in the Ayutthya Period, intergrated system of medicine incorporation the Buddhist Philosophy, astrology and other folk medicine of India and Chinese system. The four elements are Earth, Water, Air and Fire which to balance living with maintenance in the human body through an association with the vital organs. The way the elements interact can affect physical and mental health. This knowledge of Thai Traditional Medicine is based on balance energy and relationship of the four elements for welling and the proactive prevention of illness and disease through herbal food tradition, massage, herbal steam and herbal compress.

Earth Element: Taste of food: Sweet, Oily, Salty, Astringent. (Astringent taste help balance the elements, while sweet will penetrate throughout the body to refresh and energize.) Ex. Guava, Papaya, Taro, Potato, Nuts, Milk, Salt. Food:  Three Kingdoms Salad, Vegetable Salads.

Water Element: Sour. (Sour taste will promote food appetite and help refresh and relax.) Ex. Lemon, Orange, Pineapple, Tomato. Food: Sea Food Salad, Kang-Som (Vegetables and fish), Sweet and Sour Sauce.

Fire Element: Bitter, Cool and Unspiced. (Bitter and cold will help balance internal body heat stimulate blood circulation and relive muscle tension. Ex. Lpomoea, Ivy Gourd, Cassia leaves, Water Melon, Melon. Food: Ivy Gourd Clear Soup, Curry Cassia leaves and Flowers, Stair-fried Morning Glory Vegetable.

Wind Element: Hot and Spicy. (Hot and Spicy will derive internal air and stimulate better digestive system.)  Ex. Ginger, Galingale, Lemongrass, Pepper, Basil. Food: Omlette with galingale, Chicken fried with Special Back pepper, Chicken fried with Lemon grass and Spices.

According to the principle of four element food in Thai Traditional Medicine, it not only suggest to consume variety taste of food but also emphasize on consuming the food in accordance with each dominant element taste of food in order to keep well balance of four elements



แปลบทความ

อาหารสมุนไพรกับการแพทย์แผนไทยthai_herbal_medicine_02

การแพทย์แผนไทยสมัยอยุธยา ซึ่งมีลักษณะผสมผสานประยุกต์องค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้านผสมผสานกับความเชื่อตามปรัชญาแนวพุทธศาสนา รวมทั้งความเชื่อทางไสยศาสตร์ และโหราศาสตร์ตลอดจนการแพทย์แพทย์จีน และอินเดีย ที่มีแนวคิดว่า ร่างกายของมนุษย์ประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 อันได้แก่ ธาตุดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ร่างกายจึงอยู่อย่างปกติสุข แต่เมื่อใดธาตุทั้ง 4 เกิดความแปรปรวน เป็นเหตุให้ร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น จากความเชื่อนี้เข้าสู่ทฤษฎีของการแพทย์แผนไทยในการปรับสมดุลของธาตุทั้ง 4 ในร่างกาย โดยอาศัยการรับประทานอาหารตามธาตุ การนวด การอบ และการประคบสมุนไพร เพื่อบำบัดรักษาและปรับสมดุลของธาตุทั้ง 4 ในร่างกายให้เหมาะสม และป้องกันการเกิดอาการเจ็บป่วย

อาหารประจำธาตุดิน ควรรับประทานอาหารรส ฝาด หวาน มัน เค็ม โดยรสฝาดจะช่วยสมานธาตุ รสหวานจะ   ซึมซาบไปตามเนื้อ ทำให้เกิดความชุ่มชื่น และบำรุงกำลัง ได้แก่ ฝรั่งดิบ มะละกอ เผือก มัน ถั่วต่าง ๆ น้ำนม เกลือ ตัวอย่างอาหาร ยำสามกรอบ สลัดผักน้ำข้น เป็นต้น

อาหารประจำธาตุน้ำ ควรรับประทานอาหารรสเปรี้ยว เมาเบื่อ โดยรสเปรี้ยวจะช่วยให้ร่างกายมีความอยากอาหาร รู้สึกสดชื่น และกระปรี้กระเปร่าได้แก่ มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ ตัวอย่างอาหาร ยำรวมมิตรทะเล แกงส้มผักกาดขาว ผัดเปรี้ยวหวาน เป็นต้น

อาหารประจำธาตุไฟ ควรรับประทานอาหารรสขม เย็น จืด ช่วยในการลดพลังงานความร้อนใน ร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยผ่อนคลาย ได้แก่ ผักบุ้ง ตำลึง ขี้เหล็ก บัวบก แตงโม แตงไทย ตัวอย่างอาหาร ต้มจืดตำลึง แกงขี้เหล็ก ผัดผักบุ้งไฟแดง เป็นต้น

อาหารประจำธาตุลม ควรรับประทานอาหารรสเผ็ดร้อน สุขุม โดยรสเผ็ดร้อนจะช่วยในการขับลมในร่างกาย และช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นปกติ ได้แก่ ขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย โหระพา ตัวอย่างอาหาร ไข่เจียวกระชาย ไก่ผัดพริกไทยดำ ไก่ทอดตะไคร้กรอบ เป็นต้น

การรับประทานอาหารตามธาตุของแพทย์แผนไทยนั้น เป็นการเลือกรับประทานอาหารให้มีรสชาติหลากหลาย   มิได้หมายความว่าให้รับประทานอาหารเพียงรสชาติใดรสชาติหนึ่ง แต่ให้เน้นรับประทานอาหารที่มีรสประจำธาตุเจ้าเรือนหรือธาตุที่ไม่สมดุล เพื่อช่วยในการบำรุงรักษาและปรับสมดุลธาตุในร่างกายให้เหมาะสมอีกทางหนึ่ง  เช่น ต้องการรับประทานข้าวอบทะเลของคนธาตุดิน แต่เป็นคนธาตุลมที่ต้องเน้นรสเผ็ดร้อนก็สามารถทานได้ โดยอาจจะเพิ่มขิงให้มากหน่อยก็ได้ เป็นต้น

การวินิจฉัยร่างกายแบบองค์รวม

การวินิจฉัยร่างกายแบบองค์รวม
(ระบบธาตุ 4 สุริยะจักรราศี และถอดรหัสกรรม)

การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นการหาแนวทางในการดูแล ป้องกัน และบำรุงร่างกายเพื่อไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย ซึ่งมีการวินิจฉัยด้วยองค์ความรู้หลากหลายแขนงวิชา การตรวจวินิจฉัยปัญหาสุขภาพด้วยระบบธาตุ สุริยะจักรราศี และรหัสกรรม ก็เป็นการผสมผสานขององค์ความรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนไทยโบราณ โหราศาสตร์การแพทย์ และไทยเวชศาสตร์ เพื่อหาอวัยวะที่เป็นจุดอ่อนของร่างกาย ตลอดจนความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของบุคคลนั้น ๆ โดยอาศัยวัน วันที่ เดือน ปี เวลาและสถานที่เกิด เพื่อนำมาคำนวณหาธาตุกำเนิด ธาตุเจ้าเรือน ราศี ลัคนา และกรรม ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายบุคคลนั้น อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้บุคคลที่เกิด ณ ช่วงนั้นมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคหรือปัญหาสุขภาพมากกว่าบุคคลที่เกิดช่วงอื่น เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพ เพื่อไขปัญหาสุขภาพได้อย่างตรงจุดที่สุด

การวิเคราะห์แบบองค์รวมทั้ง 3 ระบบนี้ เป็นการวินิจฉัยหาสาเหตุของการเจ็บป่วยของร่างกายโดยอาศัยองค์ความรู้ของการแพทย์สมัยโบราณทั้งแพทย์พื้นฐาน นักดาราศาตร์ นักปราชย์ เนื่องจากในสมัยก่อนไม่ได้มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน การตรวจวินิจฉัยโรคจึงเป็นไปได้อย่าง ต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคล

ระบบธาตุ 4 กับสุขภาพมนุษย์สัมพันธ์กันอย่างไร

4 elements

4 elements

จากทฤษฎีการแพทย์แผนไทย การเกิดปัญหาการเจ็บป่วยของร่างกายมนุษย์มิได้เกิดจากเชื้อโรคแต่เพียงอย่างเดียว ยังมีทฤษฎีของความสมดุลของธาตุทั้ง 4 ภายในและภายนอกร่างกายอีกด้วย กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตทุกชนิดประกอบขึ้นจากธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม อยู่กันอย่างสมดุลทั้งภายในและภายนอกร่างกาย แต่ถ้าธาตุทั้ง 4 ไม่สมดุล สูงมากเกินไป น้อยมากเกินไป หรือผันแปรเปลี่ยนแปลงจนกำหนดไม่ได้ จะก่อให้เกิดการเจ็บป่วยทั้งทางอารมณ์ ร่างกายของมนุษย์

โดย

ธาตุดินในร่างกาย มี 20 ประการ เช่น กระดูก หัวใจ กล้ามเนื้อ ไต ตับ เป็นต้น

ธาตุน้ำ มี 12 ประการ เช่น น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย เป็นต้น

ธาตุไฟ มี 4 ประการ เช่น พลังงานที่เผาผลาญอาหาร ความร้อนที่ให้ร่างกายอบอุ่น เป็นต้น  และ

ธาตุลม มี 6 ประการ เช่น ลมหายใจ เข้า ออก ลมพัดขึ้นด้านบนร่างกาย ลมในลำไส้ เป็นต้น

มนุษย์ทุกชีวิตถูกกำหนดตั้งแต่ ณ วินาทีแรกที่เกิดการปฏิสนธิในครรภ์มารดาเลยที่เดียวว่า จะมีธาตุที่โดดเด่น และทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลของธาตุนั้นในร่างกายได้มากที่สุด เรียกธาตุนั้นว่า ธาตุกำเนิด แต่เมื่อเราคลอดออกมาจากครรภ์มารดา จนกระทั่งอายุ 6 ขวบปี    เริ่มมีอิทธิพลจากธาตุภายนอก (สิ่งแวดล้อม) มา กระทบต่อธาตุภายในร่างกาย   ทำให้เรามีโอกาสเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของธาตุนั้น เรียกธาตุนั้นว่า ธาตุเจ้าเรือน ดังนั้น การวินิจฉัยหรือค้นหา ธาตุกำเนิด และธาตุเจ้าเรือนของตนเอง เป็นหาค้นหาจุดอ่อนของร่างกาย ตลอดจนปัญหาสุขภาพที่มีโอกาสเกิดกับร่างกายเรา

การวินิจฉัยด้วยระบบธาตุ 4 จึงเป็นการวินิจฉัยหาธาตุกำเนิด และธาตุเจ้าเรือน โดยพิจารณาจาก วัน เดือน ปี และสถานที่เกิด ซึ่งควรเป็นวันเดือนปีเกิดที่ถูกต้อง แต่ถ้าบางคนไม่ทราบวันเกิดที่ถูกต้อง แต่อย่างน้อยของให้เดือน หรือปีเกิดตรงตามความเป็นจริง เพื่อให้การวินิจฉัยใกล้เคียงและมีความแม่นยำมากที่สุด

ระบบสุริยะจักรราศีกับสุขภาพมนุษย์สัมพันธ์กันอย่างไร
จากทฤษฎีดาราศาสตร์ หรือโหราศาสตร์การแพทย์ มนุษย์เป็นหน่วยเล็ก ๆ หน่วยหนึ่งของจักรวาล การเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนที่หรือโคจรของดวงดาว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ต่างส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของโลก และระบบในร่างกายมนุษย์ ทั้งสภาพร่างกาย และสภาพจิตใจ
สามารถบอกถึงสภาพทางร่างกาย และจิตใจ ของแต่ละคนซึ่งเกิดต่าง วัน เดือน ปี เวลา และสถานที่ ณ ละติจูด ลองติจูดที่พิกันต่างกันได้ ว่าคนนคนนั้นมีสุขภาพเป็นเช่นไร มีจุดอ่อนอยุ่ตรงไหนบ้าง มีอุปนิสัยใจคอเป็นเช่นไร และควรจะดูแล แก้ไข เพื่อบำรุงรักาสุขภาพตัวเองอย่างไรได้บ้าง โดยพิจารณาจากราศีเกิด ความหมายของดาว และตำแหน่งของดาว เป็นต้น

จุดอ่อนของแต่ละราศีได้อย่างไร สิ่งสำคัญอันดับแรกที่จะต้องรู้จักกันก็คือ เรื่องของกายวิภาคจักรราศี ซึ่งทางโหราศาสตร์ ก็ได้มีการจัดให้แต่ละราศี มีความหมายครอบครองอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจนครบทั้ง 12 ราศี โดยเริ่มต้นตั้งแต่

ราศีเมษ ซึ่งเป็นราศีต้นกำเนิดของร่างกาย แทนอวัยวะตั้งแต่ส่วนศีรษะ ใบหน้า ตา หู จมูก แล้วไล่ตามวงกลมทวนเข็มนาฬิกาลงมาเป็น

ราศีพฤษภ แทน คอ และต่อมต่าง ๆ

ราศีเมถุน แทน แขน ไหล่ ปอด

ราศีกรกฏ แทน หน้าอก เต้านม

ราศีสิงห์ แทนหัวใจ กระดูกสันหลัง

ราศีกันย์ แทนท้อง ลำไส้ ม้าม

ราศีตุล แทน ท้องน้อย ไต

ราศีพิจิก แทน อวัยวะเพศ รูทวาร

ราศีธนู แทนต้นขา สะโพก

ราศีมังกร แทนหัวเข่า

ราศีกุมภ์ แทนน่อง และ

ราศีมีน แทนข้อเท้า และปลายเท้า

การวินิจฉัยด้วยระบบสุริยะจักรราศี จึงเป็นการวินิจฉัยหาสภาพทางร่างกาย และจิตใจ ดูว่าคนคนนั้นมีสุขภาพเป็นเช่นไร มีจุดอ่อนอยู่ตรงไหนบ้าง และควรจะดูแลแก้ไข เพื่อบำรุงรักษาสุขภาพอย่างไร โดยพิจารณาจากวัน วันที่ เดือน ปี เวลา และสถานที่ เกิด เพื่อหาลองติจูด ละติจูด และพิกัดว่าตรงราศีใด มีตำแหน่งของดาวใด มีความหมายว่าอย่างไร และส่งผลอะไรต่อร่างกาย

อิทธิพลของดวงดาวส่งผลกระทบต่อธาตุทั้ง 4 กับการเกิดโรคในแพทย์แผนไทย
ในฐานะที่เป็นคนไทย ก็อยากจะกล่าวเน้นถึงศาสตร์แห่งการแพทย์แผนไทยอันเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของเราแต่โบราณกันมากเป็นพิเศษ ซึ่งหากใครได้เคยศึกษาวิชานี้มาบ้างก็คงพอทราบกันดีว่า ในทัศนะของการแพทย์แผนไทย หาได้มองว่าโรคภัยไข้เจ็บนั้นเกิดจากเชื้อโรคแต่เพียงอย่างเดียวไม่ ทว่ามีสาเหตุจากสมุฎฐาน 4 ประการ อันได้แก่ ธาตุสมุนฐาน หรือที่เรารู้จักกันว่า ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม นั่นเอง หากธาตุทั้ง 4 ขาดความสมดุล ไม่ว่าจะเป็นธาตุภายในตัวเองหรือธาตุภายนอก  คือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็จะนำไปสู่โรคภัยได้ อิทธิพลของเรื่องอายุที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย หรืออายุสมุนฐาน ก็เป็นอีกปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดโรคได้ เช่น วัยเด็กจะเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ วัยกลางคนเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ และวัยชราเจ็บป่วยด้วยธาตุลม

และก็ยังมีเรื่องของถิ่นที่อยู่อาศัย และพฤติกรรมอันเป็นมูลเหตุก่อโรค ที่สำคัญแพทย์แผนไทยยังมองว่า โรคภัยไข้เจ็บนั้นมีสาเหตุมาจากอุตุสมุฎฐาน หมายถึง อิทธิพลของฤดูกาลต่าง ๆ ด้วย เช่น ในฤดูร้อนคนมักเจ็บป่วยด้วยธาตุไฟ ฤดูฝนเจ็บป่วยด้วยธาตุลม ฤดูหนาวเจ็บป่วยด้วยธาตุน้ำ

อีกทั้งยังมีอิทธิพลของกาลเวลา หรือกาลสมุนฐาน ซึ่งก็เกิดจากพลังแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงตลอด 24 ชั่วโมง โดยตามหลักแพทย์แผนไทยสรุปไว้ว่า ในช่วง 6.00 – 10.00 น. และ 18.00 – 22.00 น. ธาตุน้ำกระทำโทษ มักก่อให้เกิดอาการน้ำมูกไหลหรือท้องเสีย ช่วง 10.00 – 14.00 น. และ 22.00 – 2.00 น. ธาตุไฟกระทำโทษทำให้มีอาการไข้ หรือปวดแสบท้อง ส่วนช่วง 14.00 – 18.00 น. และ 2.00 -6.00 น. ธาตุลมกระทำโทษ ทำให้มีอาการวิงเวียน ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย หรือเป็นลมได้ เป็นต้น

ระบบถอดรหัสกรรมกับสุขภาพมนุษย์สัมพันธ์กันอย่างไร
ทำอะไรไว้ ก็ได้รับอย่างนั้น คือกล่าวนี้ ตามแง่ของพุทธศาสนา มีความหมายว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นก็สนอง เราคงเคยได้ยิน หรือเคยคิดว่า ทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้ ทำไมเราต้องเป็นมะเร็งด้วย ทำไมเราเกิดมาขาขาด แขนขาด ไม่เหมือนคนอื่นเขา ถ้ามาพูดให้พระหรือพุทธศาสนิกชนได้ยิน เราคงได้ฟังคำตอบที่ว่า ก็เพราะกรรมไงล่ะ ชาติก่อนหรือชาตินี้ เราคงเคยไปเบียดเบียน ทำลายผู้อื่นทำให้เราต้องเป็นแบบนี้
ถ้าเราจะกล่าวถึงทฤษฏีกรรมแบบง่าย ๆ คือ สิ่งมีชีวิตถูกกำหนดโดยผลกรรม หรือกล่าวได้ว่า คุณถูกกำหนดตั้งแต่แรกแล้ว่าต้องเกิดมาเป็นมนุษย์ หรือเป็นสัตว์ ต้องเกิดมามีหน้าตา ร่างกาย และปัญหาสุขภาพแบบนี้ หรือต้องมีชะตากรรมแบบนี้ กรรมได้กำหนดมาตั้งแต่วิญญาณคุณจุติในร่างกายนี้แล้ว ว่าร่างกายที่มีดวงวิญญาณนี้จะต้องมีชะตากรรมอย่างไร กรรมจะกำหนดเป็นรหัสพื้นฐานเป็นร่องรอยทิ้งไว้ให้เราค้นหาและแก้ไขมัน ดังนั้น ถึงเราจะถูกกำหนดไว้ด้วยรหัสกรรม แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะถอดรหัสมันและแก้ไข ปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่คงไม่สามารถลบมันออกได้ เพราะรหัสที่เกิดขึ้นนั้นเรียกว่าเป็นรหัสพื้นฐานที่จะสลายไปก็ต่อเมื่อวิญญาณเราสลายไป หรือหลุดพ้นไปจากวัฎจักรนี้ หรือเข้านิพพานไปนั้นเอง แต่เราสามารถปรับปรุงได้โดยใช้หลักการบริหารกรรม ให้กรรมใหม่แสดงผลอย่างต่อเนื่องก่อนกรรมเก่าแสดงผลนั้นเอง

การวินิจฉัยด้วยระบบถอดรหัสกรรมนั้น เป็นการวินิจฉัยในแง่ของสถิติที่บันทึกไว้โดยอาศัยการคำนวณด้วยเลขฐาน 7 ตามหลักโหราศาสตร์การแพทย์ และอาศัยการถ่ายทอดองค์ความรู้ในเรื่องการถอดรหัสจากครูบาอาจารย์ที่เมตตาหลาย ๆ ท่าน เพื่อให้ใช้เป็นการทำทานบารมีในการบอกเตือนและไขปัญหาสุขภาพให้แก่ผู้ที่มีความเชื่อในเรื่องของกฏแห่งกรรม

โดยพิจารณาจากวัน วันที่ เดือน ปีนักษตรที่เกิดนั้นเอง และเพื่อให้การวิเคราะห์ถอดรหัสนี้เป็นไปอย่างถูกต้องแม่นยำที่สุด จำเป็นที่ผู้วิเคราะห์ถอดรหัสต้องทำไหว้ครูก่อนวิเคราะห์ทุกครั้ง

ซึ่งใครสนใจให้ผู้เชี่ยวชาญลองวิเคราะห์สามารถให้ข้อมูล ชื่อ นามสกุล วัน เดือน ปีเกิด ปีนักษัตร์ไว้ได้ ในคอมเมนต์

สำหรับผู้ที่สนใจต้องการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม หรือธรรมชาติบำบัด แนะนำเวปไซด์ บ้านรักษ์สุขภาพ

‘ปรับอาหาร-ออกกำลัง-ล้างพิษ’ เยียวยาอาการภูมิแพ้ง่ายๆ ด้วยตนเอง

7
“ฮัดเช้ย…ค้อกแค้ก ค้อกแค้ก” กิริยาการจามและไอ อันเนื่องมาจากอาการของโรคภูมิแพ้ ซึ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้คงซาบซึ้งดีกับความน่ารำคาญทั้งหลายแหล่ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นอาการคัดจมูก หายใจไม่ออก เสมหะเหนียวเต็มคอ คันยุบยิบในโพรงทางเดินหายใจ และถ้าเป็นมากๆ อาการคันอาจจะลามไปถึงดวงตา และผิวหนังส่วนอื่นๆ ด้วย

และถ้าหากผู้ป่วยภูมิแพ้ไม่พบแพทย์และดูแลตัวเองอย่างจริงจังแล้ว โรคอาจจะพัฒนาไปจนเพิ่มอาการหอบ หืด หรือแพ้มากขึ้นตามไปอีก

พญ.ลลิตา ธีระสิริ แห่งศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี ผู้เชี่ยวชาญการบำบัดอาการภูมิแพ้แบบไม่ใช้ยาด้วยการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงสถานการณ์และจำนวนที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้และการดูแลตัวเองแบบง่ายๆ ที่จะช่วยเยียวยาอาการภูมิแพ้ให้น้อยลงด้วยตัวเองว่า จากข้อมูลล่าสุดที่เคยมีผู้เก็บสถิติไว้ในปี พ.ศ.2538 พบว่ามีคนไทยที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้และไปพบแพทย์ทั้งหมด 13 ล้านคน ไม่นับผู้ที่ซื้อยากินเองตามอาการและผู้ที่ทนโดยไม่ไปพบแพทย์และไม่ซื้อยากินเองซึ่งมีอีกจำนวนไม่น้อย

“ปีที่แล้วโรงพยาบาลศิริราชออกมาให้ข้อมูลว่าจะมีผู้ป่วยเด็กโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงปีละ 60,000 ราย ถามว่าทำไมเราจึงพบเด็กที่ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ตั้งแต่ยังเด็กๆ คำตอบก็คือ เด็กจะเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้หลังจากเลิกกินนมแม่และหันมากินนมวัว รวมถึงอาหารอย่างอื่น ซึ่งเหล่านี้อาจจะมีสารอย่างใดอย่างหนึ่งที่ทำให้แพ้ได้”

พญ.ลลิตา อธิบายอาการของโรคภูมิแพ้ ว่า ผู้ป่วยจะมีอาการคันมากในคอ คันตา และคันผิวหนัง น้ำมูกไหล หายใจไม่ออก ไม่ได้กลิ่น จมูกตัน ปวดหนักศีรษะ ไอ น้ำตาไหล นอนกรน ซึ่งแม้ว่าผู้ป่วยบางรายอาจจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่ก็มีประมาณ 30% ที่ไม่หายและต้องทุกข์ทรมานด้วยอาการนี้ไปตลอดชีวิต และที่สำคัญคือ หากเลือกที่จะรักษาโรคนี้ด้วยยาแผนปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นยาสเตียรอยด์นั้น ก็จำเป็นจะต้องกินยาไปตลอดชีวิต ซึ่งสารตกค้างและผลข้างเคียงก็อาจจะส่งผลร้ายต่อร่างกายในระยะยาวด้วย

“วิธีการเยียวยาตัวเองเมื่อป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรับการดำเนินชีวิต สำหรับผู้ที่เลือกจะไม่รักษาด้วยวิธีกินยาแผนปัจจุบัน วิธีการนี้ทำได้เองที่บ้าน ง่ายๆ คือ ปรับอาหาร ออกกำลังกาย และที่สำคัญคือ ต้องไม่ให้แม่ที่มีอายุครรภ์ 6 เดือน คือก่อนคลอดสามเดือน กินนมวัว คือห้ามแม่ที่กำลังจะคลอดกินนมวัว เพราะโปรตีนนมวัวเป็นโปรตีนเล็ก สามารถจะเข้าไปถึงทารกในครรภ์ผ่านทางสายสะดือได้ทั้งสาย ซึ่งลูกที่อยู่ในท้องอาจจะมีอาการแพ้ตั้งแต่อยู่ในท้องได้ ถ้าหากจำเป็นต้องกินแคลเซียม ควรให้แม่หาแคลเซียมจากแหล่งอื่น

อย่างที่หมอเด็กแนะนำ คือ ควรเลี้ยงทารกด้วยนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน นั่นเพราะเมื่อเด็กเกิดใหม่ๆ เนื้อเยื่อในร่างกายจะยังหลวม ยังไม่แน่น เมื่อนมวัวเข้าไปอาจจะนำสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้เข้าไปในตัวเด็กด้วย ดังนั้นหากจำเป็นต้องเลี้ยงทารกด้วยนมวัวจริง ควรให้หลังจากอายุเกิน 6 เดือนไปแล้ว แต่ก็ไม่ควรจะให้มาก”

แพทย์คนเดิมกล่าวต่อไปอีกว่า อาหารที่ผู้ป่วยภูมิแพ้ควรเลี่ยงประการแรกเลย คือ “นมวัว” และผลิตภัณฑ์จากนมวัว เช่น ชีส โยเกิร์ต เค้ก พิซซ่า ช็อกโกแลต ฯลฯ เนื่องจากสถิติที่พบจากผู้ป่วยก็คือ ประมาณ 50% มีอาการแพ้นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว

“อาการแพ้ที่มาจากอาหารนั้น เท่าที่เราพบ มีผู้ป่วยที่มีอาการแพ้นมวัวสูงถึง 50% รองลงมาคือแพ้ไข่แดง 10% แพ้ถั่วลิสง และถั่วเหลือง 3% แพ้ข้าวสาลี 1% แพ้ช็อกโกแลต 1% และแพ้อาหารทะเล 1% ซึ่งหากผู้ป่วยมาพบเรา เราก็จะแนะนำให้เขาเลิกกินนมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัวโดยเด็ดขาด ซึ่งหากเขาแพ้ตัวนี้ เมื่อหยุดกินอย่างเด็ดขาด เขาจะหายจากอาการภูมิแพ้ภายใน 6 เดือน แต่ถ้าไม่หายอีก เราก็จะให้เขางดไข่แดง กินได้แต่เฉพาะไข่ขาว แต่เท่าที่พบเมื่องดนมวัว อาการก็จะดีขึ้น

สังเกตไหมว่า ในขณะนี้มีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มากขึ้น ในขณะที่คนไทยรุ่นก่อนไม่ค่อยเป็น นั่นเพราะอาหารที่เปลี่ยนไป คนรุ่นก่อนกินอาหารไทย ไม่ได้กินนม กินเนย กินผงชูรส กินชีส พวกพิซซ่า โยเกิร์ต ทำให้ไม่พบอาการภูมิแพ้ในคนรุ่นก่อนมากนัก แต่ปัจจุบันเด็กบ้านเรากินแบบฝรั่งมากขึ้น กินนม กินเนย กินฟาสต์ฟู้ด กินขนมกรอบๆ ในซองที่เป็นแป้งใส่ผงชูรส นั่นเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายเป็นภูมิแพ้

นอกจากนี้ ยังมีสารอีกหลายชนิดที่ใช้กันในท้องตลาด ที่กระตุ้นทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ แต่หลักๆ จำไว้ 5 ตัวก็พอ คือ ทาร์ทราซีน ถูกใช้เป็นสีเหลืองส้มในการทำเค้ก แยม เครื่องดื่ม และซอส, อะมาแรนด์ คือ สีแดงในเยลลี่ เครื่องดื่ม ซอส แยม, ไนไตรท์ ที่จะพบในเนื้อสัตว์แปรรูปจำพวกไส้กรอก และทรากาแดนท์ที่จะพบในเนยแข็ง น้ำสลัดและตัวสุดท้ายที่ผู้ป่วยภูมิแพ้ควรเลี่ยง ก็คือ ผงชูรส

ส่วนอาหารดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่แนะนำให้ผู้ป่วยทุกคนกิน ก็คือ ผักสดวันละ 2 จาน ผลไม้วันละ 2 ผล ขนาดเท่าผลแอปเปิ้ล ถ้าใหญ่หรือเล็กก็วัดตามสัดส่วน เอาขนาดผลแอปเปิ้ลเป็นเกณฑ์ และน้ำผลไม้คั้นสด 1 แก้ว ขอให้กินได้ในสัดส่วนทั้งหมดนี้ทุกวัน”

นอกจากนี้ พญ.ลลิตา ยังได้แนะนำให้เสริมความแข็งแรงให้แก่ร่างกายด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน โดยเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ชอบและเหมาะสมต่อตนเอง แต่ต้องเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิค โดยใช้แรงประมาณ 60%

“เลือกที่ชอบและเหมาะกับตัวเอง อาจจะเป็นวิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเต้นแอโรบิกก็ได้ แล้วที่บอกบอกว่าใช้แรงประมาณ 60% เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ อธิบายง่ายๆ ก็คือไม่เหนื่อยขนาดที่เต้นไปพูดไปไม่ได้ แล้วก็ไม่ได้เบาขนาดเต้นไปร้องเพลงไปได้ เช็กง่ายๆ ก็คือ เอาเพื่อนไปด้วยเวลาไปออกกำลังกาย ถ้าเราออกกำลังกายขนาดร้องเพลงไปเต้นไปได้ นั่นถือว่าเบาไป ให้เพิ่มแรงให้เหนื่อยอีกนิด แต่ถ้าเหนื่อยจนพูดกับเพื่อนไม่รู้เรื่อง ให้ลดแรงลงมาหน่อย นั่นเหนื่อยเกินไป ออกกำลังกายให้ได้ทุกวันหรือถ้าไม่ได้ทุกวันก็ขอให้ออกให้ได้สม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้”

ประการสุดท้าย ที่สามารถทำเองได้ที่บ้านแบบไม่ยากเลย คือ การ “ล้างพิษ” โดยพญ.รายระบุว่า ตามหลักของบัลวี การล้างพิษคือการอดอาหารและปล่อยให้ร่างกายขับสารพิษออกมา

“มีอยู่ 2 สูตรที่จะแนะนำ ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนที่จะนำไปใช้ สูตรแรก คือ สูตร 10 วัน ซึ่งควรทำปีละ 1-2 ครั้ง เริ่มจากการเตรียมร่างกาย 1 วัน โดยลดจำนวนอาหารที่กินลง อีก 2 วันต่อมาให้กินผลไม้อย่างเดียว จากนั้นอีก 5 วันให้กินแต่ผักสด ผลไม้ เห็ด โดยงดข้าวและเนื้อสัตว์ จากนั้น 2 วันที่เหลือเป็นวันปรับท้องเตรียมออกด้วยการเพิ่มจำนวนผักสดและผลไม้ที่กินให้เพิ่มขึ้น เมื่อครบ 10 วันจากโปรแกรมนี้ก็กินอาหารอื่นได้ตามปกติ”

และสำหรับโปรแกรมอด 1 วันล้างพิษนั้น ค่อนข้างสะดวกและทำง่าย ซึ่งหากจะให้ได้ผลดีต่อร่างกายพญ.ลลิตาแนะนำว่าควรทำให้ได้ทุกสัปดาห์ วิธีทำคือ มื้อเช้าให้กินผลไม้และน้ำผลไม้คั้นสดที่ชอบ มื้อต่อมาให้กินผลไม้ตลอดทั้งวัน แต่ถ้าหากท้องปรับจนชินแล้วอาจจะเปลี่ยนจากผลไม้มื้อกลางวันและเย็น เหลือแค่น้ำผลไม้คั้นสดมื้อละแก้ว หรือเป็นน้ำเปล่าทั้งวัน หรือไม่กินอะไรเลยทั้งวัน แล้วจะความชินของร่างกายแต่ละคน

“ถ้าเป็นมือใหม่หัดล้างพิษ คือหัดอด ก็แนะนำโปรแกรมแรก คือ ให้กินผลไม้ทั้งวันได้ แล้วพอครบ 24 ชั่วโมง ให้นำมะนาว 4 ลูก ผสมในน้ำ 2 ขวด ขวดละ 2 ลูก ตามด้วยเกลือ 2 ช้อนชา และค่อยดื่มลงไป เพราะเมื่อร่างกายอดอาหารและได้พัก ร่างกายจะขับสารพิษออกมาที่ตับ และจะถูกลำเลียงไปยังลำไส้เล็ก

การกินน้ำผสมมะนาวและเกลือลงไป จะเป็นการล้างพิษออกไปทางลำไส้ใหญ่ และถูกขับถ่ายออกไปในที่สุด” พญ.ลลิตา แนะนำ
หรือสนใจ น้ำพลังเอนไซม์บำบัดสูตรเข้มข้น สำหรับ ล้างพิษ อ่านรายละเอีดย เพิ่มเติมได้ที บ้านรักษ์สุขภาพ